(30 ตุลาคม 2569) ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย คุณสุรงค์ บูลกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เข้าร่วมพิธีเปิดและประกาศเจตนารมณ์ร่วมขับเคลื่อนโครงการ “1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา” ภายใต้แนวคิด “Shift for Transparency: มองให้ไกล เปลี่ยนให้ทัน สร้างรัฐโปร่งใส” ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยมี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานและประกาศเจตนารมณ์ร่วมกับผู้แทนภาครัฐและภาคเอกชน
ภายในงาน มีการนำเสนอมุมมองจากภาครัฐและเอกชน หัวข้อ ความโปร่งใสของภาครัฐ
ตั้งแต่ต้นทาง โดยนางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการ ก.พ.ร. รวมทั้ง ประเด็นการบริหารภาครัฐที่ง่าย
โปร่งใส ไร้รอยต่อ โดยนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร และ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์
ได้ร่วมนำเสนอมุมมองภาคเอกชนในหัวข้อ “สร้างความเชื่อมั่น: เสียงสะท้อนภาคเอกชน – รัฐแบบไหน
ที่ภาคธุรกิจอยากได้”
ดร.พจน์ ได้กล่าวภายในงานว่า ความโปร่งใสเป็นวาระแห่งชาติ และเป็นรากฐานสำคัญของ
การสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับต้นทุน ระยะเวลา และความแน่นอนในการประกอบธุรกิจ หากภาครัฐมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน บังคับใช้อย่างเสมอภาค และเปิดให้ตรวจสอบได้ ย่อมช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ประกอบการ ประชาชน และนักลงทุนสนับสนุนเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทยภายในปี 2571 “ภาครัฐที่ภาคธุรกิจต้องการ คือภาครัฐที่มีกฎเกณฑ์ชัดเจน บังคับใช้มาตรฐานอย่างเท่าเทียม และให้บริการด้วยความโปร่งใส สามารถคาดการณ์ได้ และตรวจสอบได้ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนแฝงสร้างสนามแข่งขันที่เป็นธรรม และเอื้อให้ธุรกิจทุกขนาดเติบโตได้อย่างยั่งยืน” ดร.พจน์ กล่าว
ดร.พจน์ กล่าวเพิ่มอีกว่า ภาคเอกชนคาดหวังให้ภาครัฐลดการใช้ดุลพินิจที่ไม่จำเป็น โดยกำหนด
ขั้นตอน ระยะเวลา และค่าใช้จ่ายให้ชัดเจน รวมทั้ง นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับปรุงกระบวนงานทั้งระบบ
ไม่เพียงนำแบบฟอร์มเดิมขึ้นออนไลน์ แต่ต้องลดทั้งขั้นตอน ลดใช้เอกสาร และเชื่อมโยงข้อมูลระหว่าง
หน่วยงาน เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว และไร้รอยต่อ
นอกจากนี้ ในฐานะประธานคณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อนไม่ทน
ดร.พจน์ กล่าวเพิ่มอีกว่า การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเปลี่ยนจากการแก้ไขปัญหาไปสู่การป้องกันที่ต้นเหตุ ผ่านการปรับปรุงกฎหมายและกระบวนการทำงาน ลดขั้นตอนและดุลพินิจที่ไม่จำเป็น ใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเพิ่มความโปร่งใส ตลอดจน ส่งเสริมวัฒนธรรม “ไม่ให้ –ไม่รับ – ไม่ยอมจ่ายสินบน” ทั้งนี้ โดยมีกลไกสสำคัญระดับประเทศ คือ คณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านทุจริต หรือ คตท. โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงมหาดไทยเป็นประธานปัจจุบัน คณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อนไม่ทน เชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือกว่า 45 หน่วยงาน โดยมีแนวทางด าเนินงานสำคัญ อาทิ การพัฒนาช่องทางร้องเรียนและคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส การเปิดพื้นที่ให้ภาคธุรกิจสะท้อนปัญหาจากประสบการณ์จริง โดยกิจกรรมสำคัญที่ได้จัดไป คือกิจกรรม Dinner Talk “Zero Corruption — From Policy to Action” เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา เพื่อผนึกความร่วมมือทุกภาคส่วนในการต่อต้านคอร์รัปชันจากระดับนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม อีกประการ ภาคเอกชน ยังพร้อมใช้กลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ กรอ. และคณะอนุกรรมการ กรอ.ทั้ง 4 คณะ ในการผลักดันข้อเสนอของภาคเอกชนสู่การพิจารณาของภาครัฐให้เกิดผลในทางปฏิบัติ
“โครงการ 1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา จะเกิดผล อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อข้อเสนอจากหน่วยงานนำร่อง
นำไปสู่การปรับปรุงที่ทำได้จริง และสามารถขยายผลไปยังหน่วยงานอื่นได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อภาครัฐทำงานอย่างโปร่งใส ภาคธุรกิจจะสามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม ประชาชนได้รับบริการที่ดีขึ้น และประเทศมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน”
หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมร่วมกับรัฐบาล สำนักงาน ก.พ.ร. และ
ภาคีทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนโครงการ 1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา เพื่อผลักดันความโปร่งใสให้เกิดผล
ในทางปฏิบัติ สร้างระบบบริการภาครัฐที่ตรวจสอบได้ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประเทศไทย
ในระยะยาว ดร.พจน์ กล่าวทิ้งท้าย































