เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยคุณประวิทย์ ประกฤตศรี และคุณเลสเตอร์ หมิง เหลียง คู รองประธานคณะทำงาน Oceania และคุณอดิศร์ กฤษณวงศ์ กรรมการหอการค้าไทย ให้การต้อนรับ H.E. Mrs. Raylene Siale Tagaloa Liufalani เอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย ณ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อแนะนำตัวเนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งเอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทยท่านใหม่ พร้อมหารือแนวทางส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์
ทั้งสองฝ่ายได้เน้นย้ำถึงศักยภาพในการต่อยอดความร่วมมือสาขาธุรกิจที่มีศักยภาพระหว่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านอุตสาหกรรมอาหารและการแปรรูปผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยนิวซีแลนด์มีวัตถุดิบคุณภาพสูง อาทิ ผลิตภัณฑ์นม เนื้อสัตว์ ผลไม้ และไม้ ขณะที่ไทยมีความเชี่ยวชาญด้านการแปรรูปอาหารและผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และ SMEs ที่พร้อมร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมดังกล่าว นอกจากนี้ ฝ่ายนิวซีแลนด์ยังเสนอโอกาสขยายความร่วมมือไปสู่การนำวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ประโยชน์ในกระบวนการผลิต พลังงานหมุนเวียน การผลิตอาหารสัตว์ และเทคโนโลยีด้านสุขภาพ รวมถึงการส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์จากนิวซีแลนด์ในตลาดไทย โดยเฉพาะไวน์ ซึ่งเป็นสินค้าที่นิวซีแลนด์ต้องการผลักดันเพิ่มเติม
ในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ดร.พจน์ฯ ได้นำเสนอแผนดำเนินโครงการในปี 2570 ของหอการค้าไทย 2 โครงการ ได้แก่ การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และหุ่นยนต์สำหรับการศึกษา และโครงการ Smart Farming ซึ่งนำเทคโนโลยีมาช่วยในการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกและยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทย โดยทั้งสองฝ่ายเห็นถึงโอกาสในการสร้างความร่วมมือเพื่อแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยเฉพาะสำหรับ SMEs เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ในด้านการศึกษา ทั้งสองฝ่ายได้หารือแนวทางส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและการแลกเปลี่ยนนักศึกษา โดยพิจารณาโอกาสในการประสานความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในนิวซีแลนด์ อาทิ Massey University เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และพัฒนาบุคลากรร่วมกัน
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีไทย–นิวซีแลนด์ (TNZFTA) อย่างเต็มศักยภาพ เพื่อลดอุปสรรคและอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างกัน โดย ดร.พจน์ฯ ได้เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของภาคเอกชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศอย่างต่อเนื่องจะช่วยขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุน และเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว




























